วันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เดี่ยว”อนุชัย”...แสงกับภาพถ่าย

        บ่าย 2 โมงตรงเป๊ะ ..เสาร์ที่ 13 กรกฎาคม 2556 @ บลจ.กรุงศรี ชั้น 1 อาคารเพลินจิต ทาวเวอร์  ฉันมีนัดกับ "อนุชัย ศรีจรูญพู่ทอง" ช่างภาพโฆษณาอันดับ 1ของเมืองไทย หลังจากเอาแต้มสะสมในบัตรเคดิต 999 คะแนน ไปขอรับสิทธิ์ ด้วยการส่งข้อความไปที่ PH 455XXXXXXXX แล้วก็มีข้อความส่งกลับมาว่า “ขอโทษค่ะ ท่านไม่สามารถลงทะเบียนได้ เนื่องจากสิ้นสุดระยะเวลาโปรโมรชั่น” ..แป่ววว!!! แต่เหมือนโชคเข้าข้าง อีก 2 วันต่อมา มีเจ้าหน้าติดต่อมาเชิญให้ไปร่วมกิจกรรมถ่ายภาพ โดยบอกว่ามีผู้สละสิทธิ์ อิชั้นเลยได้สิทธิ์นั่นเดี๋ยวนี้ (อิอิ)


               “อนุชัย” เป็นคนตรงต่อเวลามาก อาจเป็นคุณสมบัติที่ดีของผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต เพราะทุกเวลาและนาทีของพวกเขามันคงมีมูลค่ามหาศาล..เริ่มกันเลยดีกว่า กับบรรยากาศสนุกๆ ตลอด 2 ชั่วโมง แม้จะไม่ได้ความรู้อะไรมากนัก แต่ได้ “ความฮา” มาเต็มกระปุงโกย พี่แกฮามาก เพราะแกบอกว่าเป็นเพื่อนสนิทกับ “โน๊ต-อุดม”  งานนี้จึงรู้สึกเหมือนได้มาฟัง “เดี่ยว-อนุชัย”

               ช่วงครึ่งชั่วโมงแรก “อนุชัย” เล่าถึงเรื่องราวของตัวเองที่ต้องถูกเชิญมาเป็นวิทยากรตามงานต่างๆ และมีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาถูกเทียบเชิญไปพูดให้ผู้บริหารบริษัททรูฯ ฟัง เขาออกตัวว่า ไม่เคยพูดให้ผู้บริหารฟัง เคยพูดแต่ให้ชาวบ้านฟังตามงานวัด งานปาหี่ นี่ผมจะถนัด


 ผู้เทียบเชิญ จะเรียก “อนุชัย” ว่าอาจารย์อนุชัย ทุกครั้ง จนเขาต้องบอกไปว่า ผมยังไม่มีสำนัก อย่าง อาจารย์หนู หรือเณร...อะไรงี้นะ แต่ตอนนี้ผมจะเลิกถ่ายรูปแล้ว อยากจะเป็นเป็นเกจิ(ฮา) แล้วจะเชิญไปพูดเรื่องอะไร ผมพูดจาเฮียนะ พูดไอ่สาด ไอ่เฮีย เลยนะ

               อีก 3 วันต่อมา ผู้เทียบเชิญเสียงหวานคนเดิม ก็ติดต่อกลับมาอีก แต่ตอนนี้เรียก “คุณอนุชัย” ผมว่าเธอคงเข้าใจโลกแล้ว ผมจึงถามว่ามีใครมาพูดอีกบ้าง เธอว่า ดร.สุเมธ สันติเวชกุล ผมก็...โอ้ววว ไม่ใช่แล้ว แล้วผู้เทียบเชิญเสียงหวาน ก็เลิกล้มความคิด แล้วบอกว่า เดี๋ยวผู้บริหารฯ จะติดต่อกลับมานะคะ
               ผู้บริหาร : เฮ้ย นี่กรูเกษม นะ
               อนุชัย : เกษมโปลีคลีนิครึเป่า (รู้แล้วว่าใคร)
ผู้บริหาร : นี่เมิงกวนประสาทลูกน้องกรู ก็มึงพูดเชี้ย  เลยจะเชิญมา
อนุชัย: มาฟังผมทรูจะเจ๊งได้เลยนะ ผมกลัวมากเลย คนที่มาฟังเขาเป็นคนตลกรึเปล่า ตกใจง่ายมั้ย ผมต้องอนุญาติให้ดมยาดมได้นะ เพราะเวลาผมพูดจะเชิญสิงสาราสัตว์ พ่อขุนราม มาหมด  



ที่เกริ่นมาทั้งหมดนี่ “อนุชัย” ออกตัวว่า เขาเป็นคนพูดจับฉ่าย และงานกิจกรรมอบรมถ่ายภาพ ซึ่งจัดเป็นครั้งแรกของฝ่ายบริการลูกค้าบัตรเครดิตกรุงศรีฯ คนมาฟังขั้นเทพมั้ย คือ คนส่วนใหญ่มองว่า “อนุชัย” เป็นช่างภาพขั้นเทพ แต่เขายืนยันว่าไม่ใช่เทพ แต่รู้จักและนับถือเทพอยู่ 3 คน คนแรก “เทพ เทียนชัย” คนนี้ตายไปแล้ว “ เทพ โพธิ์งาม” และ “เทพชัย หย่อง” คนนี้มีความรู้  ตอนนี้ผมกินข้าว ถ้าผมกินลมได้ ก็คงเริ่มเป็น “เทพ” แล้ว (ฮา
เกือบชั่วโมงผ่านไป..(เกือบๆ จะเข้าประเด็น (ฮ่าๆ) “อนุชัย” เผยเคล็ดลับการถ่ายภาพว่า “ ถ้าคนอื่นเห็นทำแล้ว เราอย่าทำ  รวมกันเราตาย แยกกันเราอยู่”  โดยขยายความว่า แม้ว่ามุมนี้สวยมาก แต่มีคนถ่ายอยู่แล้ว เราจะไม่ซ้อนหลัง ถ้ามันเป็นมุมที่สวยจริงๆ เราก็ถ่ายเพื่อเก็บไว้เท่านั้น
ดูเหมือนว่า”อนุชัย”จะเป็นคนที่มีเรื่องเล่ามากมาย และพวกเราที่นั่งอยู่ในห้องก็ไม่มีใครรู้สึกเบื่อกับเรื่องของเขา !!



“ เทคโนโลยีทำให้เข้าถึงสิ่งต่างๆได้ง่าย แต่มหาวิทยาลัยกลับสอนเด็กให้คนโง่ลง อาจารย์ส่วนใหญ่ไม่ปรับตัว ผมไปนิวซีแลนด์ เขายังสอนกล้องฟิล์มอยู่  ทั้งที่จริงใช้กล้องดิจิตอลก็ได้ แค่เอาสก็อตเทปปิดหลังจอ การ์ดมีความจุเท่าไหร่ให้ตั้งไว้แค่ 36 รูป ห้ามลบรูปทิ้ง แค่ให้โจทย์เดิมๆ เด็กจะเข้าสกิลเดิม ..”

แล้ว “อนุชัย” ก็แอบนินทาเด็กฝึกงาน 55++ เด็กฝึกงานชอบคิดว่าไม่ได้อะไร เด็กที่มาฝึกงานที่นี่ เสมือนปลูกต้นไม้ ที่ต้องหาน้ำแดกเอง ต้องคอยสังเกต และจำจำเอาเอง เวลาว่างๆ ค่อยมานั่งคุยกัน บางคนผมใช้ไปซื้อข้าวมันไก่ ซื้อกระดาษ มองอีกแง่หนึ่ง ก็จะได้รู้ว่าข้าวมันไก่ที่ไหนอร่อยจะได้ซื้อไปให้คนที่บ้านกิน ร้านไหนที่ขายกระดาษแผ่นยาวๆที่ร้านขายเครื่องเขียนไม่มี  เราทำอาชีพ ลูกค้าคงไม่ได้ต้องการได้งานที่เด็กฝึกงานทำ ไม่มีพวกคุณ บริษัทก็อยู่ได้  แต่พวกคุณมาแย่งอากาศ ห้องยิ่งเล็กอยู่ เข้าห้องน้ำก็กดน้ำเสียตังค์ แดกน้ำไปกี่แก้ว กูซื้อทั้งนั้นไม่ได้เสกมา แล้วเมิงยังชวนลูกน้องกรูไปกินเหล้า มาเป่าหูลูกน้องกรูอีก บล่าๆๆ..(จริงแล้วเขาเล่าฮามาก สงสัยมีปมกับเด็กฝึกงาน55++)



เริ่มกลับเข้าโหมดปกติ ..”อนุชัย” เอารูปที่ได้รับรางวัลจากเมืองคานส์มาโชว์ เล่าถึงที่มาที่ไปของภาพ ที่ถ่ายมาจากบึงฉวาก โดยควบคุมเรื่องแสง แสงที่สวยที่สุดคือแสง 45 องศา ส่วนกล้องที่ใครจะเลือกใช้รุ่นยี่ห้ออะไรนั้น เขาบอกว่าแล้วแต่กำลังทรัพย์ใครจะซื้อเฟอร์รารีมาขับ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขี่ช้างจับตั๊กแตน หรือถ้ารวยมาก มีเงินเหลือเยอะ   ทั้งนี้ “ความอเมซิ่งของภาพถ่าย “ มันอยู่ที่ตาใคร คือมันแข่งขันกันที่ลูกตา ไม่นับฝีมือ

และแล้วก็เข้าประเด็น “อนุชัย” สอนเรื่องแสงHigh key” กับlow key!!!
High Key  ทุกอย่างสว่างหมด แสงเข้าหมด ส่วนlow key แสงน้อยเน้นอารมณ์ น่าเกรงขาม เป็นภาพที่เน้นอารมณ์เป็นหลัก ไม่ต้องการให้เห็นรายละเอียด





ต่อด้วย “ทิศทางของแสง”  “แสงด้านหน้า”  แสงจากแฟลช จะให้ความรู้สึกแข็ง มีเงาอยู่ด้านหลัง อย่างภาพถ่ายจาก ไอโฟน ทุกคนจะกลัวแสงแฟลชมาก เพราะถ่ายมาแล้วหน้าเชี้ยเลย แถมตาแดงจุดๆ อีก ทั้งนี้ แสงด้านหน้า จะเป็นข้อยกเว้นของภาพข่าว ที่ต้องการจับจังหวะของภาพข่าวนั้น
“แสงจากขวามือ” ในระดับ 45 องศาจะสวยสุด หรืออาจใช้เปิดรูรับแสงช่วย  ส่วนแสงธรรมชาติที่สวย คือช่วงเช้า 9-10 โมง และช่วงบ่าย 2 โมงเป็นต้นไป ส่วนตอนเที่ยง ก็กินข้าวนั่งฟังเพลงไป
“แสงจากด้านหลัง” เทคนิคแสงแบบนี้ จะใช้ในการถ่ายทำภาพยนต์ เพื่อให้ภาพดูมีมิติ มีริมไลท์
“แสงด้านบน”  จะให้ความความลึกลับ แสงลักษณะนี้ เวลาถ่ายคนลูกค้าจะบ่น เพราะจะเห็นถุงใต้ตา(ฮา)  



(เริ่มนอกเรื่อง..เบรคอารมณ์กลัวคนฟังเบื่อ อิอิ) เคยมีรายการดิไอดอล “เปอร์” (สุวิกรม อัมระนันทน์)มาสัมภาษณ์ ผมเสียดายความหล่อ เขาถามว่าถึงแรงบันดาลใจในการถ่ายรูป ซึ่งผมจะเกลียดคำถามนี้มาก ผมตอบไปว่า ผมนับถือหลวงพ่ออยู่ 3 องค์ คือ  หลวงพ่อชอบ หลวงพ่อเงิน และหลวงพ่อสด  มันก็ทำหน้า งง (แบบว่าไม่เข้าใจมุก) จึงขยายความว่า ชอบ คือชอบทำในสิ่งที่อยากทำ  เงิน ก็ช่วยหล่อเลียงชีวิต และสด งานต้องมีความสด แล้วก็ถามต่อว่า พี่คับ อาชีพพี่ไม่ใช่ศิลปะชั้นสูง  แต่รับใช้พานิชศิลป์ ผมก็บอกว่า ถ้าศิลปชั้นสูง พี่ก็พอจะมีเพื่อนที่ทำงานอยู่ชั้น 83 ตึกใบหยกนะ แต่ก็ยังไม่เก็ต 55++

เข้าเรื่อง “ แสงด้านล่าง “ แสงลักษณะนี้ ภาพยนต์เกาหลีชอบใช้ ถ้าบ้านไม่ค่อยใช้เพราะมันดูน่ากลัว ลองเอาผ้าขนหนูคลุมหัวแล้วเอาไฟฉายส่องใต้คางดูซิ(ฮา) ในที่สุดก็จบภาคทฤษฎี “อนุชัย”บอกว่า วันนี้มีสาระที่สุุดแล้วที่ผมสอนมา ..555+


ท้ายชั่วโมงก่อนจบคอร์ส “อนุชัย” นำผลงานถ่ายโฆษณาของเขามาให้ดู ...ช่วยเปิดมุมมองและความคิดได้มากมายที่เดียว “แสง” มุมมอง และอารณ์ มันสำคัญมากๆ กับงานโฆษณา รวมถึงความคิดไอเดีย

แล้วก็ถึงภาคปฏิบัติถ่ายภาพนางแบบสาวชาวรัสเซีย ในชุดสีขาวครีม ซึ่งเธอมาโพสต์ท่าพริ้วไหวให้ทุกคนได้รัวชัตเตอร์กันหลายร้อยเฟรม แต่จะมีสักเฟรมไหม..ของฉันที่มัน “พอดูได้”...555++




         ถึงเวลามาเปิดรูปดู...มันก็ยัง งง!! เรื่องแสง?  แต่ภาพมันก็ดูสวยทุกรูปง่า เพราะ "นางแบบ" สวย "พี่ลีโอ" ว่างั้นปะ ..^^


วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ทัศนา..อณาเขต "ฟ้าต่ำ…แผ่นดินสูง"

         "Boundary" อนาเขตแห่งความขัดแย้งในจิตใจมนุษย์..สู่พรมแดนอารยธรรมของโลก @ ประสาทเขาพระวิหาร ผ่านมุมมองของ"คนหนุ่ม"ที่ตั้งคำถามต่อความขัดแย้งที่มนุษย์สองเชื้อชาติ ต่างอุปโลกเพื่อครอบครองเป็นเจ้าของ?!!


               มาลัยมะลิโชยกลิ่นหอมฟุ้ง...ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งอันแสนอึดอันบนแผ่นฟิล์มระบบดิจิตอลในโรงภาพยนต์แห่งหนึ่ง บางทีกลิ่นของมันก็ทำให้ฉันรู้สึกเวียนหัว ..เมื่อ “คนคิดมาก” มาเสพเรื่องเล่าจาก “คนมากคิด” ทำให้ฉันต้องวิ่งวนค้นหาความหมายและคำตอบจากภาพและเสียงที่ปรากฎเบื้องหน้า”ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง” ?!!


เรื่องเล่าจากมุมกล้องของ “นนทวัฒน์ นำเบญจพล” ผ่านตัวละครชื่อ “อ๊อด” ทหารเกณฑ์หนุ่มที่เคยร่วมในสมรภูมิความขัดแย้งของ “สีเสื้อต่างขั้วการเมือง” จากถนนราชดำเนิน ราชประสงค์ ชายแดนใต้ ชายแดนเขาพระวิหาร จรดยอดเขาพระวิหาร




เริ่มต้นจากการเฉลิมฉลองปีใหม่ กับการระลึกถึงเรื่องราวเก่าๆ ณ สถานที่แห่งเดียวกัน ที่ที่เคยเกิดการ “สังหารหมู่” กลางเมืองเกือบ 100 ศพ ให้ตายซิ!! ฉันไม่ชอบคำนี้(สังหารหมู่)เอาเสียเลย แต่เขาก็พยายามบอกเล่าทั้งสองมุมมอง สุดท้ายแล้วความขัดแย้งก็บานปลายไปสู่ความตายของคนไทยด้วยกัน มันก็กลายเป็นอดีตที่เจ็บปวดต่างมุมมองของ "คนไทย" ทุกคน

แล้วเขาก็พาพวกเราหนีความวุ่นวายสับสนคับข้องใจจากในเมืองหลวง มุ่งสู่ชนบทใน จ.ศรีสะเกษ เล่าเรื่องราวของ "อ๊อด" ผ่านกระจกรถยนต์สะท้อนเรื่องราววิถีชีวิตชายแดนชนบท

จากเด็กชายบ้านนา ปีนต้นสะเดาเขย่าให้เมล็ดสีเหลืองหล่นร่วงสู่พื้นดิน ...เติบโตบวชเรียน แล้วก็มาเป็นทหารเกณฑ์ผ่านศึกเมืองหลวง และชายแดนใต้ แถมได้ทัศนาจรไปดูศึกชายแดนเขมรด้วย

เกือบ 1 ชั่วโมง เรื่องราวในเมืองไทยอ้อยอิ่งเนิบช้าถูกอธิบายด้วยข้อความเสียเป็นส่วนใหญ่โชคดีที่มีเสียงปืนกล อาวุธสงคราม จากเหตุปะทะชายแดนเขมรมาช่วยฉุดออกจากภวังค์

โดยรวมเรื่องที่เขาเล่ามันก็ดี คล้ายๆ บันทึกประวัติศาสตร์ความขัดแย้งที่ประเดประดังข้ามาในห้วงเวลาเดียวกัน

หวนให้คิดคล้ายๆ ว่ามันจะมีเบื้องหลัง “สร้างสถานการณ์”  จากใครสักคน ที่คิดว่าตัวเองมีอำนาจ(เงิน)ล้นฟ้า? ..ทว่า “หายะและความสูญเสีย” มันกลับตกอยู่กับหมู่ชนคนหาเช้ากินค่ำเสียนี่



ภาพความโศกสลดยิ่งตอกย้ำความน่าเศร้าของความขัดแย้งแย่งชิงที่ถูกเรียกเบาๆว่า “การปะทะ” เมื่อความเชื่อและเหตุผลที่ถูกตีค่าในมุมมองของตัวเอง ไม่ยอมเปิดใจยอมรับความคิดต่าง สุดท้ายก็นำไปสู่ความขัดแย้งที่บานปลายไปสู่ความผวาหวาดกลัวเครียดแค้นของมวลเบี้ยประชาที่ไม่เท่าทันเกมอำนาจของใครบางคน



 จะแปลกอะไร ..ถ้าจิตใจมนุษย์ยังคิดจะ "ครอบครอง""เส้นแบ่ง" ดินแดนแห่งความขัดแย้งย่อมดำรงอยู่..หากเราลอง "ปล่อยว่าง" "เข้าใจ" ... "สันติ" ย่อมเกิดขึ้นได้ไม่ยาก..คุณว่ามั้ย?!!

วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Walking Tour : ทอดน่อง..ท่อง"ราชดำเนิน"(1)

    การเดินทางเพียงลำพังอาจจะดูโดดเดียว แต่รับรองว่าจะไม่เหงา ถ้ามีเพื่อนดีๆ สักเล่ม “Walking Tour : ทอดน่องท่องประวัติศาสตร์”        
      เพื่อนเล่มนี้ จะคอยบอกเล่าเรื่องราวระหว่างทางจาก “ราชดำเนิน”สู่ “ราษฎรเดินนำ” เขาจะคอยกระซิบบอกร่องรอยอดีตของถนนเส้นนี้ ทำให้เข้าใจ "ราชดำเนิน" มากกว่าที่ตาเห็น ^^


  


       เพื่อนเล่มนี้ จะเริ่มเดินตั้งแต่หมุดเริ่มต้นประชาธิปไตย ถนนราชดำเนินนอก เข้าสู่ถนนราชดำเนินกลาง แล้วเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์!!
     แต่ฉันขอดำเนินสะดวกดีกว่า(ฮา) เพราะล่องเรือมาจากคลองแสนแสบมาถึงคลองมหานาค เลยเริ่มต้นที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศไปสิ้นสุดที่หมุดประชาธิปไตย




       




















    บ่ายแก่ๆของเดือนมิถุนายน 2554 ฉันขึ้นรถลงเรือมาถึงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ข้ามคลองบางลำพู สะพานแห่งนี้


   






         เพื่อนกระซิบบอกว่า “นี่เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เพราะเป็นจุดเชื่อมต่อของ”ราชดำเนินนอก”กับ”ราชดำเนินกลาง” เวลาม็อบเคลื่อนขบวนจะถูกบีบตัวช่วงสะพานนี้ จึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการตั้งแนวลวดหนาม เพื่อสกัดกั้นการชุมนุมครั้งสำคัญๆที่ผ่านมา”


        อ๋อมิน่า…จุดยุทธศาสตร์แห่งนี้ จึงถูกทลายกลายเป็นเวทียุทธศาสตร์ของนักเคลื่อนไหว(เสื้อแดง)ไปซะแล้ว (ฮา)


          เป้าหมายต่อไป “พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยุ่หัว” สร้างสมัยรัชกาลที่ 5 ตั้งเดิมเป็นร้านตัดสูทที่ทันสมัยที่สุดในยุค รัชกาลที่6 พอเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ก็กลายมาเป็นกรมโยธาธิการ ก่อนจะกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ในปัจจุบัน




   เดินยาวๆ ลมเย็นๆ ดอกมะขามร่วงเกลื่อนกราวอยู่บนพื้นคอนกรีต ใต้ร่มเงาร่มรื่น ก็เลยเถิดมาถึง “เวทีมวยราชดำเนิน” ถูกสร้างขึ้นในสมัยรัฐบาลจอมพล ป.




            เรื่อยเปื่อยมาถึงแยก จปร.  เจอกองบัญชาการกองทัพบก เดิมเป็นเรือนนอนของนักเรียนนายร้อยทหารบก เมื่อเช้าตรู่ของวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง นักเรียนบางส่วนถูกลวงไปชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้า


     
       มาเรื่อยๆ ก็เจอคลองผดุงกรุงเกษม พบสะพานข้ามคลองที่สวยเลิศเหมือนดังอยู่เวนิส(อิอิ) “สะพานมัฆวานรังสรรค์” สถานที่แห่งนี้ ทำให้ “ร้อยเอกอาทิตย์ กำลังเอก” กลายเป็น “วีรบุรูษสะพานมัฆวาน” หลังจากห้ามทัพขบวนนักศึกษาที่ประท้วงการเลือกตั้งสกปรกในยุคจอมพล ป.ไม่ให้เกิดการปะทะและนองเลือด














        






        เอาละซี..ยุคนี้ สะพานมัฆวานถูกยึดเป็นยุทธศาตร์เคลื่อนไหวของคนเสื้อเหลือง วันนี้พวกเขาก็ยังอยู่ มาชักชวนให้ “โหวตN0”




           “ทำเนียบรัฐบาล” เห็นเพียงเงาๆ เพราะล้อมกรอบไปด้วยรั้วลวดหนาม ถูกกั้นไม่ใช้เข้าใกล้รัศมีอยู่หลายเมตร เพราะถูกล้อมด้วยมวลชนคนเสื้อเหลือง



          ถัดมา "กระทรวงศึกษา" เดิมเป็น "วังจันทร์เกษม" รัชกาลที่ 5 สร้างให้รัชกาลที่ 6 แต่มิทรงได้ประทับเพราะขึ้นครองราชย์เสียก่อน พอเปลี่ยนแปลงการปกครองก็ถูกเวรคืน กลายเป็นกระทรวงศึกษาธิการ

      
   เริ่มจะค่ำแล้ว..รีบย่ำเท้าผ่าน "วังปารุสสวัน"  ข้ามไปบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ต้นถนน "ราชดำเนินกลาง" เดิมคือพระราชวังดุสิต ลานแห่งนี้ เมื่อเช้าตรู่ของวันที่ 24 มิถุนายน  2475 ก่อการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ยืนอ่าน "ประกาศคณะราษฎร์ ฉบับที่ 1"
   “..ด้วยบัดนี้ คณราษฎร ได้จับพระบรมวงษานุวงษ์ ไว้เปนประกันแล้ว ถ้าผู้ใดขัดขวางคณราษฎร ผู้นั้นจะต้องถูกลงโทษ และพระบรมวงษานุวงษ์จะต้องถูกทำร้าย..”




     แล้วเวลาต่อมา ได้มีการฝังหมุดทองเหลืองไว้ เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความสำเร็จในการดำเนินงานและเพื่อเป็นการยืนยันให้เห็นถึงเจตนารมย์ของคณะราษฎร์ที่นำระบอบประชาธิปไตยมามอบให้แก่ประชาชนเพื่อความเจริญของประเทศชาติสืบไป
         วันก่อน 24 มิถุนายน 2555 ก็เห็น "คณะราษฎรเก๊" มาอ่าน “ประกาศคณะราษฎร์ที่ 2” ก็ฮาเฮกันไป




      เหม่อมองไปเบื้องหน้า..เห็นพระที่นั่งอนันตสมาคมสวยงามสง่าแม้ความมืดเริ่มคลี่ปกคลุมภาพอดีตอันรุ่งโจนน์แห่งสมบูรณาญาสิทธิราช “เพื่อน”กระซิบปลุกจากภวังค์ว่า
     "ช่วงเย็นวันที่ 24 มิถุนายน 2475 มีการอัญเชิญธงมหาราช ซึ่งเป็นธงประจำพระองค์ของมหากษัตริย์ที่ประดับอยู่บนยอดโดมลง และชักธงไตรรงค์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของชาติขึ้นสู่ยอดโดม ซึ่งได้โบกสะพัดต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้" 
     “ราชดำเนินนอก” ระยะทางเพียงสั้นๆ..แต่การเดินย่ำไปพร้อมกับการรำลึกอดีต..กลับกลายเป็นการเดินทางที่ยาวนานไม่หยอกเลยแฮะ!!


        


      แล้วฉันจะกลับมาย่ำ "ราชดำเนิน”เส้นทางที่เหลือ.. แต่ไม่คิดว่ามันจะยาวนานจนข้ามปี!! …

วันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ล่อง ‘รถไฟสายมรณะ’ เยื่อน..เพื่อนเก่าเจ้าถิ่น^^

“เมื่อไรจะมานั่งรถไฟเที่ยวกันล่ะ..รออยู่นะ (*-*)”

            10 วันผ่านไป..เจ้าประโยคยั่วยวน..ก็ชวนฉันมาเหยียบ @ สถานีธนบุรี ยามบ่ายของวันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน 2555 !!


         หลังจากรอมแรมจากบ้านย่านสำโรงราว 10โมงเช้า นั่งสองแถวต่อสายรถเมล์สาย 23 โบกแท็กซี่ไปลงเรือ(ข้ามฟาก) เดินเรื่อยๆ เข้าโรงพยาบาลศิริราช 

ถามพี่ยาม “สถานีรถไฟอยู่ไหน?”
“ขึ้นสองแถวนั่นไปครับ เดินไกล..” พี่ยามบอกแกมบังคับ


         แป๊บเดียว สองแถวก็มาเกยที่ “สถานีรถไฟธนบุรี” บ่ายนิดๆ ยังมีเวลาอีกร่วมชั่วโมงกว่ารถไฟจะออกตอนราวๆ บ่าย2 โมง














 ควักบัตรประชาชนไปแลก “ตั๋วรถไฟฟรี” ขบวนที่ 259 จะไปถึง”สถานีกาญจนบุรีราวๆ 5 โมงเย็น




      
นักเที่ยว หนุ่มสาว ครอบครัว และชาวต่างชาติ(แบ็คแพ็ค) ต่างทยอยขึ้นไปจับจองที่นั่งกันอย่างหลวมๆ แต่ดูอบอุ่น ...เวลายังเหลือเฟือแวะเข้าซุ้มเครื่องดื่มสั่ง “ดีกรี” มาดับร้อน (อิอิ)




      ทอดอารมณ์ชิลๆ ริมชานชลา สายตาพลันเหลือบไปเห็น “ประกาศการรถไฟแห่งประเทศไทย” จ๊าก!! มันมีประกาศแบบนี้ตั้งแต่เมือ่ไหร่55++


                     ยังไม่สำนึกคับ...เค้าไม่ให้ดื่มที่ชานชลา ย้ายไปบนรถไฟก็ได้ (55) แม่ค้าบอกว่า ดื่มได้ เห็นซื้อขึ้นไปกินบนรถไฟกันเป็นลังๆ เอิ๊กๆ!!




     .....กินลม ชมวิว เพลินๆ 
เผลอแป๊บเดียว..ถึงแล้ว “สถานีกาญจนบุรี”….








 กริ๊ง กร๊าง หาเพื่อนเก่า...อยู่ไหนหว่า?!!
แล้วเพื่อนก็มาเกยที่ชานชลา พากันไปหา “ห้องพัก” เสร็จสรรพ พาไปกิน “ตีนไก่รสเด็ด” ยังไม่เปรม ขอแวะตลาดโต้รุ่ง หาอะไรหวานๆ แก้เมา (อิอิ) ข้าวเหนียวมะม่วง ขนมบัวลอย ถูกกรอกลงท้อง..แล้วก็กลับห้องนอน



              จวน 3 ทุ่ม ลุกขึ้นอัตโนมัติ มีนัดกับร้านเหล้า บรรยากาศชิลๆ อาหารอร่อย ดนตรีไพเราะ เบียร์สดๆ กับโปรโมชั่น 5 ลิตรแจกร่ม ..จัดไป ได้ร่มมา 1 คัน...มานอนกอดสบายตัว 


         












          ตามโปรแกรมเช้านี้ (4 มิถุนายน) พวกเราจะจับรถไฟสายมรณะไปเที่ยวน้ำตกไทรโยคน้อย เช็คแล้วว่ารถไฟจะมาถึงสถานีกาญจนบุรี และจะมาถึงสถานีข้ามแม่น้ำแควราว 4 โมงเช้า ต้องไปจองตั๋วฟรีล่วงหน้า  



        



         พอ 9 โมงเช้า ก็แว้นไปสะพานข้ามแม่น้ำแคว เพื่อไปซื้อตั๋ว เมื่อไปถึงช่องขายตั๋วปิดสนิท  รอแล้วรอเล่าจวนจะเที่ยง เจ้าหน้าที่ขายตั๋วเพิ่งจะมา แล้วก็บอกว่า “รถไฟจะมาถึงเที่ยง” แม้ว่าก่อนหน้าที่ จะทราบข่าวลือเป็นระยะๆ ว่า ที่รถไฟมาไม่ตรงเวลา เพราะเกิดอุบัติเหตุรถไฟชนกับรถยนต์ (จริงๆ แล้วเพิ่งมารู้ข่าวอีกวันว่า รถไฟชนรถแก๊ส) แต่คนขายตั๋วบอกว่า ที่ช้าเพราะเจ้าหน้าที่ตรวจรางรถไฟ?!?




                    จะอะไรก็ช่าง..พอเที่ยงหน่อยๆ รถไฟก็มาแว้ว..เย้ๆ















เป้าหมายเราอยู่ที่สถานีถ้ำกระแซไปถึงราวๆ 4 โมงเย็น 



ตรงนี้มีไฮไลท์ ตรงรางรถไฟอยู่ชิดติกขอบหน้าผา!!






                 นั้งแช่ได้แป๊บเดียวก็รอรถไฟ(ขบวนเดิม)กลับ..ตี๋ตั๋วรถตู้เข้าบางกอก ต่อรถไฟฟ้า(bts)..ต่อสองแถวกลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพราวๆ 3 ทุ่มครึ่ง







                 เด็กๆ ที่บ้านเริ่มโวยวาย...หายไปไหนกันมา...ได้ยินเสียงร้อง “หิวๆๆๆ” หันไปดูชามข้าวเหมี๊ยว ไม่เหลืออาหารสักเม็ด 




           


  เฮ้ยคำนวณดีแล้วนร้า สงสัยฟาดหมดไปตั้งแต่เมื่อวานแล้วซิท่า...ไอ้อ้วน!!
                      (^ _^)